De zon schijnt เมื่อแสงทองสาดส่องฟ้า


วันนี้ วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2554 ตื่นเช้ามาแดดดีมากๆ อากาศดีมาก ตื่นมาก็ปาเข้าไปจะ 10.00 น.แล้ว เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เห็นข้อความทางเอ็มที่พี่อ้อน เขียนทิ้งไว้ตั้งแต่ 07.00 น….

พี่อ้อน…หวาน พี่รู้ว่าหวานยังไม่ตื่นหรอก แต่พี่จะบอกว่า วันนี้ถ้าหวานออกไปเดิน ชวนพี่ด้วยนะ พี่ทำงานถึงบ่ายสอง ไปทำงานก่อนล่ะ…หลังจากอ่านข้อความเสร็จสรรพ รีบโทรหาพี่อ้อนทันที โอเคนัดกันบ่ายสองที่ห้องน้องมะ เพราะหวานหวาน ต้องไปกินข้าวที่ห้องน้องมะก่อนออกไปเดินเช็คเรทติ้งกันในเมือง….อิอิอิอิ

หลังอิ่มหนำสำราญแล้วพวกเราก็ออกเดินทางกัน วันนี้แดดดีทั้งวัน Bloessem สีชมพูบานสะพรั่งทุกตรอกซอกมุมของเมืองมาสตริก มองไปทางไหนก็สบายตาไปหมด แสงแดดที่สว่างไสว และไออุ่นที่กำลังพอดี ทำให้เดินได้ไม่เหนื่อย และเป็นสุขกับไออุ่นแห่งแสงทองเป็นยิ่งนัก เดินกันไป คุยกันไป หัวเราะกันไป ในวันที่แดดดีๆของสามสาว เสียงดังจ๊อกแจ๊กๆ แต่เราก็มองหน้ากัน พูดคุยกันแค่สามคน ไม่ได้สนใจว่าจะมีสายตาของใครจ้องมองมาที่พวกเราหรือไม่ ช๊อปปิ้งเสื้อผ้ากันพอหอมปากหอมคอ สบายใจกระเป๋าแล้วก็ออกเดินต่อไปที่ Winkelcentrum หรือย่านช๊อปปิ้งนั่นเอง น้องมะก็ขอตัวไปทำงาน หวานกับพี่อ้อน ก็ลัลล้ากันต่อ ก็เลยบอกพี่อ้อนว่า หวานอยากดูรองเท้า วันนั้นที่เราไปดูไว้น่ะของเลียนแบบแค่ 30 ยูโร หวานอยากดูของจริงซึ่งหวานยังทำใจหรือตัดใจซื้อไม่ได้เพราะมันตั้ง 300 ยูโร แต่ขอเดินเข้าไปดูหน่อย เผื่อมันมีโปรโมชั่นลดราคา ก็เดินเข้าที่ร้าน Durlinger ร้านศูนย์รวมรองเท้า ที่ราคาค่อนข้างสูงเหมือนกัน ดูราคารองเท้าแบบที่หวานต้องการราคาก็ยัง 100-200 ยูโร แต่ก็ยังไม่ถูกใจซะทีเดียว เพราะไม่ใช่ยี่ห้อที่เคยดูไว้ พี่อ้อนบอกว่า พี่ก็อยากได้เหมือนกัน แต่ก็ต้องกัดฟันซื้อล่ะ เพราะแพงเหลือเกิน แต่ได้ยินมีแต่คนเค้าบอกว่าดี สำหรับคนทำงานที่ต้องใช้ขาและเท้าอย่างเราคือรองเท้าตัวนี้ เป็นรองเท้าที่ใส่แล้วสำหรับเดินเป็นระยะทางยาวและนาน ที่ทางการแพทย์บอกว่าดี ต่อข้อต่อของกระดูกและกล้ามเนื้อ เขาว่าประมาณนั้นหรือโฆษณาชวนเชื่อก็สุดจะเดาได้ แต่หวานก็เคยลองใส่หลายครั้งแล้ว และก็มุ่งมั่นปั้นหมายไว้ในใจว่าลดราคาเมื่อไหร่เราจะถอยรองเท้ารุ่นนี้ทันที..

ออกจาก Durlinger ทางประตูหลังของร้าน ตาเหลือบไปเห็นรองเท้ายี่ห้อที่หมายมั่นไว้ในใจ เหมือนซิลเดอร์เลลล่าได้เห็นรองเท้าแก้ว ตาเหลือกโพลง บอกพี่อ้อนว่า..พี่อ้อน..หวานเจอแล้วพี่รองเท้าที่หวานอยากได้ นั่นไงพี่ฝั่งตรงข้ามโน่นไง รู้ว่าเป็นร้านรองเท้าแพง แต่ก็อยากเข้าไปทั้งที่ในกระเป๋ามีอยู่แค่ 10 ยูโร แต่ด้วยความชอบเป็นการส่วนตัว ก็ดึงพี่อ้อนเดินเข้าไปในร้านเลย ตรงแด่วไปหารองเท้าในใจหมาย พลิกป้ายขึ้นมาดู แป่ว….300 ยูโร คิดในใจว่า…ตรูว่าแล้ว…เหมือนหมาเห็นเครื่องบินฉิบเป๋งเลย…จะมีปัญญาซื้อหรือเนี่ย อยากได้ก็อยากได้หรอก แต่เมื่อคิดถึงราคาก็หนาวเหมือนกันล่ะ ใจมันสั่นเพราะอยากได้ แต่อีกใจก็สั่นว่าเราจะต้องควักเงินจ่ายค่ารองเท้าเป็นเงินไทยราคาเลยหมื่นขนาดนั้นเลยหรือ ใส่แล้วบินได้ด้วยหรือ อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ซื้อไปเถอะ เพื่อสุขภาพของเรา เรายังต้องใช้ขา ใช้เท้า ใช้กระดูกสันหลัง ทำมาหากินไปอีกนาน อย่าเหนียวนักเลย ของอื่นยังซื้อได้ไม่หวง กะอีแค่รองเท้าใส่ทำงานคู่หนึ่งคิดมากอยู่ได้…เฮ้อ ตัดสินใจลำบากจริงๆ

ผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ ได้ยินพวกเราส่งภาษาต่างถิ่นและหยิบจับรองเท้าราคาแพงของเขาไปมา ไปมากันอยู่นั่นล่ะ ก็เดินเข้ามาถามว่า ให้ช่วยอะไรมั๊ย ก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราแค่ดูเฉยๆ ฉันสนใจรองเท้ายี่ห้อนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วแต่ราคามันค่อนข้างสูงเหลือเกิน ฉันอยากได้ แต๋ก็ไม่กล้าจ่าย ขอพวกเราดูก่อนได้ไหมคะ ชายคนนั้นก็บอกว่าได้ไม่เป็นไร หรือเธอจะเอาโบว์ชัวร์ไปเลือกดูแบบดูสีที่บ้านก็ได้นะ หรือจากทางเว็บไซด์ก็ได้ที่ http://www.mbt.com ก็ได้…ขอบคุณค่ะ…หลังจากนั้น สาวจากที่ราบสูงของเมืองไทย ก็พากันจับคู่นั้น วางคู่นี้เป็นพัลวัน พัลเก ปากก็เอาแต่พูดว่า..คู่นี้ก็สวย คู่นี้ก็สวย คู่นั้นก็สวย โอ๊ยสวยไปหมดเลยอ่ะ ผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ก็เลยถามว่า พวกเธอมาจากไหนหรือ? พวกเรามาจากเมืองไทยค่ะ ไทยแลนด์น่ะค่ะ…จริงหรือ??? พวกเธอเป็นคนไทยหรือ???ค่ะ พวกเราเป็นคนไทย…ชายหลังเคาน์เตอร์พูดว่า อีกสามเดือน ฉันกำลังจะไปเปิดธุรกิจที่เมืองไทย ในนามของบริษัทนี้(ชื่อบริษัทที่เมืองไทย) พอได้ยินหวานก็ร้อง…อ๊อ..ฉันรู้จักบริษัทนี้ แต่เป็นบริษัทในเครือของ..บลาๆๆๆ เรื่องชื่อของบริษัทในเมืองไทย..ผู้ชายหลังเคาน์เตอร์บอกว่า..อีกสามเดือนฉันไปเปิดธุรกิจที่เมืองไทย และฉันจะอยู่ที่เมืองไทยสามเดือน ช่วงเปิดกิจการใหม่ๆจนกว่าธุรกิจเดินแล้ว ฉันถึงจะกลับมา..พี่อ้อน ก็เลยถามขึ้นว่า..คุณต้องการ Assistant ไปเมืองไทยไหม??? ฉันสมัครนะ…ผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ เออใช่ฉันอยากได้ผู้ช่วย เพราะฉันไม่รู้จักเรื่องเมืองไทยเลย ไม่เคยอยู่ในหัวด้วย ไม่เคยไปด้วย แต่เมื่องานมันต้องไป ฉันเลยต้องไป…แต่ฉันสนใจผู้หญิงคนนี้(ชี้มาที่หวาน) ฉันไม่รู้อ่ะ ว่าทำไม แต่ฉันมีความรู้สึกว่า เธอคนนี้น่ะจะช่วยฉันได้ในเมืองไทย ฉันมองเห็นความซื่อสัตย์ในตัวของผู้หญิงคนนี้ ฉันมองเห็นว่าเขาจะคุยกับลูกค้าในเมืองไทยได้ในเรื่องธุรกิจของฉัน ถ้าฉันต้องไปต่างแดน แล้วฉันไม่รู้ภาษาเลย ไม่รู้เรื่องอะไรของดินแดนนั้นเลย แล้วมีคนคอยช่วยฉันในดินแดนที่ฉันไม่รู้จัก มันก็น่าจะดี และแล้วผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ ก็ยื่นกระดาษ กรอกข้อมูลของการสมัตรงานมาให้หวานกรอกรายละเอียด…หวานก็เลยพูดว่า ฉันมีงานอยู่ที่นี่อยู่แล้ว แต่ฉันทำงานแค่วันที่ 1 เมษา ถึง 31 ตุลา ของทุกปี หน้าหนาวฉันก็กลับไปอยู่เมืองไทย ช่วงนั้นน่ะฉันช่วยคุณได้ หรือถ้าคุณจะกรุณา ก็แค่รับฉันเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ อาทิตย์ละ 5 ชม.10 ชม.ก็ได้ ผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ก็พูดว่า เธอรู้หรือเปล่าว่าถ้าเธอเป็นคนยูโรเปี้ยน(เพราะหวานบอกว่าหวานถือสัญชาติดัตช์แล้ว)แล้วออกไปทำงานนอกยุโรป รายได้เธอจะดีมาก และเธอยังจะได้ค่าตอบแทนอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย บลาๆๆๆๆ (แต่รองเท้าตัวนี้มันจะแพงไปหรือเปล่าสำหรับคนไทย แต่ถ้าจะว่าไปคนไทยรวยจะตายเนาะ ขับปอร์เช่ ป้ายแดงกันตั้งเยอะ กระเป๋ายี่ห้อดังๆราคาหลายหมื่นคนก็ยังซื้อกัน มันก็ต้องมีกลุ่มคนรวยที่นิยมใช้ของแพงอยู่บ้างสิน่า..คิดในใจคนเดียว) และผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ก็พูดขึ้นมาว่า…เธอจำไว้นะว่าชีวิตคนเราก็เหมือนลูกบอล…มันหมุนไปตลอด ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเมื่อลูกบอลมันหมุนไปก็ไม่รู้ว่าจะไปเจอกับอะไร..ให้จำไว้ ชีวิตก็เหมือนลูกบอล…และผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ก็พูดขึ้นว่า…ฉันไม่รู้ว่า มันคืออะไร ทำไมวันนี้เธอซึ่งเป็นคนไทยเดินเข้ามาในร้านนี้ ซึ่งฉันกำลังกลุ้มใจเรื่องจะไปเปิดธุรกิจที่เมืองไทย วันนี้ฉันรู้สึกดีใจมาก อุ่นใจมาก ที่ฉันได้รู้จักคนไทย และฉันรู้สึกอุ่นใจว่า ถ้าฉันไม่รู้เรื่องเมืองไทย อย่างน้อยฉันก็ยังมีคุณที่พอจะติดต่อได้…ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่าในเรื่องที่เราจะได้ร่วมงานกัน เพราะนั่นมันเป็นเรื่องของอนาคตในวันข้างหน้า แต่ก็ขอบคุณที่ฉันได้พูดคุยกับพวกคุณในวันนี้…หวานก็เลยตอบกลับผู้ชายคนนั้นไปว่า..ขอบคุณมากๆนะคะเมอะเนียร์ ที่คุณได้เปิดโอกาสให้ฉันฝึกปรือภาษาดัตช์ในวันนี้ ฉันไม่ได้หวังว่าจะได้ร่วมงานกับคุณหรือไม่ แต่วันนี้ฉันรู้ว่ารู้สึกดีมากๆ ที่ได้ออกมาใช้ภาษาดัตช์ ..ฉันขอทราบชื่อของคุณจะได้ไหมคะ??? และแล้วชายหลังเคาน์เตอร์ก็หยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าสตังค์ยื่นให้หวาน และก็ยื่นให้พี่อ้อนด้วย และก็มีลูกค้าคู่ใหม่เดินเข้ามาในร้านอีกสองคน และเหลือเวลาอีกแค่ 15 นาที ก็จะถึงเวลา 18.00 น. ซึ่งร้านรวงก็จะปิดหมด หวานกับพี่อ้อน ก็เลยขอลาผู้ชายหลังเคาน์เตอร์..และผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ก็บอกกับหวานว่า..อ้อ อีกอย่างหนึ่งนะ..Jouw nederlands is helemal nog niet perfect..หมายความว่า ภาษาดัตช์ของคุณมันยังไม่สมบูรณ์ซะทีเดียวนะ …เธอยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ….แป่วๆๆๆๆ ในช่วงการสนทนาของคนสองคนพี่อ้อนยืนข้างๆหวานตลอด พี่อ้อนเข้าใจทุกอย่างที่เราสองคนคุยกัน เพราะผู้ชายคนนั้นใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก พอก้าวพ้นประตูร้านออกมา…พี่อ้อนบอกว่า เออ..การออกมาข้างนอกมันดีอย่างนี้นา บางทีโอกาสมันก็มาหล่นอยู่ตรงหน้าปุ๊เลย วันหลังถ้าหวานจะออกมาข้างนอกอีก ชวนพี่หน่อยนะ…หวานก็เลยตอบกลับพี่อ้อนไปว่า…หวานชอบออกมาข้างนอก พบปะผู้คน พูดคุยกับผู้คน เพราะนี่ล่ะคือห้องเรียนชีวิตจริง ของการฝึกทักษะภาษาดัตช์ของหวานเองจ้า…แต่ก็ให้หวลคิดถึงคำพูดของผู้ชายหลังเคาน์เตอร์ที่ว่า…ชีวิตคนเรามันก็เหมือนลูกบอล มันหมุนไปตลอด ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเมื่อลูกบอลมันหมุนไปแล้วจะไปเจอกับอะไร?? หกโมงแล้ว แต่แสงทองยังส่องอำไพไปทั่วท้องฟ้า ไออุ่นจากแสงแดดก็ยังสัมผัสได้ เราสองคนเดินมุ่งหน้าไปให้ถึงป้ายรถเมล์พร้อมกับพูดคุยกันกระหนุงกระหนิงสองคนจนแยกย้ายกันกลับบ้าน…แสงทองบนท้องฟ้าเนเธอร์แลนด์ช่วงนี้ งดงามเหลือเกิน แดดดีทุกวัน ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน สาดส่องเรืองรองไปด้วยแสงสีทองของพระอาทิตย์ แต่งแต้มด้วยสีชมพูไปทั่วเมืองของดอกไม้ที่คนที่นี่เรียกว่า Bloessem นี่คือสีสันของฤดูใบไม้ผลิในมาสตริก…ท้องฟ้าจะมืดหรือสว่าง ก็คงจากแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง แต่แสงทองของชิวิตคนเรานั้นจริงหรือที่ว่าต้องห้อยไว้กับโชคชะตาฟ้าลิขิต??????

เกี่ยวกับ My Life in The Netherlands and Belgium

All Happy Times in Thailand and The Netherlands + Belgium in my life.
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ De zon schijnt เมื่อแสงทองสาดส่องฟ้า

  1. Somchart(Lek) พูดว่า:

    สวัสดีครับคุณหวาน ผมอ่านบทความเเล้วชอบจังครับ ถือเป็นโชคดีที่ได้คุยกับเจ้าของร้าน ฝึกภาษาด้วย ผมชื่อว่าคนไทยเรามีเสน่ห์ตรงที่มีนำ้ใจช่วยเหลือคนอื่น ยังไงก็ขอให้ได้ร่วมงาน เเละสนุกกับงาน เเถมยังได้รองเท้าที่เล็งไว้นะครับ ผมชื่อเล็ก ตอนนี้มาเรียนโทที่เมลเบิร์น พอดีสนใจอยากจะลองเเกะสลักผักผลไม้ดู เลยใช้กูเกิล ค้นหา จนมาเจอเว็บบอร์ดของคุณประภัสสร เสรีกุล เเละก็ลิ้งค์มาเจอบทความ พอดีผมอยากศึกษาการเเกะสลักผักผลไม้ ถ้าเล่นเฟคบุ๊ค ก็เเอดมาที่ผมได้นะครับ wwwleka@hotmail.com(Somchart Archareeyakul)
    ขอให้โชคดีนะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s